Club Manager Talks Season 2020

Arnon Fankham-ai

คนสัมภาษณ์: ส่วนใหญ่เราก็พูดถึงเรื่องความเสี่ยงใช่ไหม แล้วถ้าเรายอมรับความเสี่ยงได้ รู้อยู่แล้วว่าชีวิตจะไปทางไหน แต่ยินดีที่จะเดินบนเส้นทางนั้นล่ะ
N: ถ้าเป็นแบบนั้นมันก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่เหรอ ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะที่จะคิดแบบรอบคอบแล้วค่อยออกเดินทางน่ะ ส่วนใหญ่ก็ฝันไปก่อน แล้วไปเจอความยากลำบากระหว่างทางต้องมาคอยรีเซ็ตเส้นทางใหม่กันอยู่เรื่อย แล้วแถมรีเซตแต่ละทีมีช่วงชีวิตที่กลับคืนมาไม่ได้อีกต่างหาก

คนสัมภาษณ์: แล้วถ้าพูดถึงเรื่องจิตใจ จะเทศน์คนในสโมสรเรื่องอะไรดี
N: ยืนอยู่กับความจริงครับ

คนสัมภาษณ์: คือยังไง
N: ความจริงคือสิ่งที่ปกติมักจะยอมรับได้ยาก แต่ผมก็อยากให้ทำความเข้าใจและเรียนรู้จากมัน ผมอาจจะยกเรื่องง่ายที่สุดคือ เราต้องยอมรับ ว่าเราบางเรื่องเรามีความทุกข์ เราจำเป็นต้องยอมรับก่อนว่าเราทุกข์ แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยว่ากันว่าจะยังไงต่อไป

คนสัมภาษณ์: ฟังดูเป็นเรื่องศาสนาเลยนะ
N: โดยหลักการแล้ว ส่วนใหญ่เรามีปัญหาทางใจเพราะเราไม่ยอมรับ ว่าเราทุกข์ เราเจ็บปวด เราไม่โอเค คือการไม่ยอมรับมัน ทำให้เราไปแก้ปัญหาผิดที่ พูดไปก็ไม่ค่อยเห็นภาพ ผมใช้ตัวอย่างง่ายๆ สมมติว่าคุณชอบกะเพราร้าน A มาก อยู่มาวันหนึ่งมันไม่อร่อยแล้ว แต่คุณก็ยังกิน เพราะหวังว่าวันนึงมันจะดีขึ้น เจ้าของร้านจะจำคุณได้ แต่คุณก็พบว่ามันไม่เคยอร่อยขึ้นเลย คุณเจ็บปวดมากแต่คุณก็ยังกิน มันไม่อร่อยแต่ก็ยังกิน เพราะมันเป็นร้านที่คุณเคยชอบ
เอาล่ะ คราวนี้เราต้องเริ่มก่อนเลยว่า ถ้าคุณไม่ยอมรับ คุณก็จะแก้ปัญหาด้วยการยังเข้าร้านเดิมแต่ไปแล้วคาดหวังว่ามันจะอร่อย และมันก็ไม่อร่อยอยู่อย่างนั้น และในหัวคุณก็จะมีเหตุผลมากมายที่มันจะไม่อร่อย ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบเปลี่ยน คนผัดเปลี่ยน หรืออื่นๆๆ และปลายทางก็คือ คุณก็ยังไปกิน ก็ยังคิดว่าสักวันมันจะอร่อย และคุณก็ยังทุกข์ที่ต้องกินกะเพราไม่อร่อยเหมือนเดิม
คุณจึงจำเป็นต้องยอมรับแล้ว ว่าคุณมีความทุกข์ เพราะร้านที่คุณชอบเขาไม่ได้เสิร์ฟรสชาติเหมือนที่คุณคาดหวังอีกต่อไปแล้ว คุณกำลังทุกข์ เพราะความคาดหวังกับความจริงมันไม่ตรงกัน
ตรงนี้ต้องดูให้ดี คุณไม่ได้ทุกข์เพราะกะเพรามันไม่อร่อย แต่ความจริงคือคุณกำลังทุกข์เพราะความคาดหวังกับความจริงที่เกิดขึ้นไม่ตรงกัน
ถ้าเข้าใจตรงนี้ มันก็จะไปสู่การแก้ปัญหา คุณจะเปลี่ยนไปร้านอื่น หรือจะบอกเจ้าของร้าน หรือจะผัดเองเลย อีกหลายทางแก้ปัญหาเลย

คนสัมภาษณ์: มีอะไรเพิ่มเติมอยากจะบอกอีกไหมครับ
N: เท่านี้ก็น่าจะพอนะ หลายเรื่องก็ยังต้องไปประยุกต์กันเอง ยาวกว่านี้คงไม่มีคนอ่านแล้วล่ะ

คนสัมภาษณ์: งั้นเรื่องอื่นๆก็คงต้องไว้รอบหน้า สำหรับครั้งนี้ก็ขอบคุณครับ
N: ขอบคุณเช่นกันครับ ไว้เจอกันสัมภาษณ์รอบถัดๆไปเมื่อไหร่ไม่รู้นะครับ

ช่วงนี้หนักสุดก็คงต้องเป็นเรื่องจิตใจ ก็ฝากพ่อหมอ ดูไพ่ไม่แม่น by bye (https://www.facebook.com/tarotbybye) ไว้ก็แล้วกันครับ คนทั่วไปที่สนใจสามารถไปลองดูดวงแบบไม่ได้ดูดวงกันได้นะ(มีค่าใช้จ่าย) นักจิตวิทยาคำปรึกษาดีกรีความเก่งระดับเป็นไฮไลต์ของสโมสรได้เลยครับ

คนสัมภาษณ์ : เราเริ่มที่การเทรดแล้วกัน ช่วงซีซันที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง
N: ถ้าในตัว inferno เอง ส่วนใหญ่ทุกคนก็จบหลักสูตรไปหมดแล้ว พื้นฐานทุกคนเข้าใจ หรืออย่างน้อยผมก็คิดว่าทุกคนเข้าใจ เพราะไม่มีคนถามอะไรผมเพิ่มเติมนะ เหลือแค่ส่วนของการปฏิบัติเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงที่กินระยะเวลายาวนานที่สุดด้วย แถมยังเป็นช่วงที่ทุกคนจะประยุกต์อะไรมาเฟี้ยวฟ้าวท่าไหนก็ได้ ขอแค่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องก็พอ

คนสัมภาษณ์: ยังคงเน้นการเรียนรู้ ไม่เน้นกำไร
N: คือผมไม่ซีเรียสมากเรื่องผลแพ้ชนะ ก็จริงอยู่ แต่ผมซีเรียสว่า คุณทำไปแล้ว คุณได้เรียนรู้อะไรกลับมา ครั้งต่อไปเราควรทำ หรือไม่ควรทำอะไร และเราพร้อมsupport ในกรณีที่ใครอยากเรียนอะไรด้วย ถ้างบสโมยังมีนะ แต่อย่างไรก็ตาม เทรดแล้ว เรียนแล้ว ต้องชนะด้วย ถึงจะดี และมันก็ยังเป็นสภาวะในฝันที่อยากให้ทุกคนไปถึง

คนสัมภาษณ์: มีอะไรแนะนำสมาชิกในเรื่องเกี่ยวกับการเทรดไหม
N: ทุกคนกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยาวนานของการปฏิบัติ แน่นอนว่าเราต้องทำความเข้าใจว่าความตื่นเต้นในการเทรดมักมาจากการเรียนอะไรใหม่ๆ แล้วได้ลองวางแผน ลองทำ กับ ตอนที่ตลาดวิ่งแรงๆ ได้กำไรหรือขาดทุนเยอะจนอะดรีนาลีนหลั่งนั่นแหล่ะ นอกจากช่วงเวลาเหล่านั้นแล้ว ที่เหลือจะดูด energy หนักไปทางการทำตามแผน และการควบคุมจิตใจมากกว่า

คนสัมภาษณ์: ทำไมสั้นจังเลยครับ
N: ส่วนใหญ่ก็เทรดกันเป็นอยู่แล้ว ขาดก็แค่ความต่อเนื่องในการเรียนรู้และปฏิบัติ โดยเฉพาะเรื่องความต่อเนื่องและการเรียนรู้ ที่ต้องพึ่งการ survive เป็นระยะเวลานานเนี่ย ส่วนใหญ่ก็คุยกันทุกครั้งจนทุกคนก็น่าจะเบื่อกันแล้วล่ะ

คนสัมภาษณ์: งั้นเปลี่ยนหัวข้อก็แล้วกัน
N: แล้วเรื่องที่สองล่ะ
เรื่องงบการเงิน คุณละเลยเกินไป
หลายๆคนก็คุยกับผมเรื่องงบการเงิน คือต่อให้คุณไม่ลงทุนก็ตาม คุณก็ต้องคำนึงถึงงบการเงินอยู่ดี และเรื่องของเรื่องคือมันมีปัญหาง่ายมาก
ผมยกเรื่องพื้นฐานอย่างค่าใช้จ่ายปกติก็แล้วกัน สมมติว่าค่าใช้จ่ายปกติอยู่ที่ประมาณเดือนละ 20000 บาท แบบอยู่สบายไม่รวมรายจ่ายพิเศษอื่นๆ เช่นค่ารักษาพยาบาล ผ่อนบ้านผ่อนรถ แล้วเราเริ่มออกสตาร์ทคำนวณกันที่อายุ 30 ซึ่งทำงานและมีรายได้ประมาณนึงแล้ว ผมกะเอาว่ามีรายได้ 20000 อยู่แล้วก็แล้วกัน คราวนี้เราลองคำนวนดูว่า จนถึงวันที่เราตาย อายุ 80 เราต้องหารายได้ไปอีก 50 ปี โดยให้ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 20000 บาท ซึ่งดูเผินๆอาจไม่มีอะไร แล้วถ้าคุณทำงานในบริษัทเอกชน ที่ต้องเกษียนที่อายุ 60 ล่ะ? งานจะงอกทันที อีก 20 ปีที่เหลือจะเอารายได้จากไหนใช้// จะเอาที่ไหนมาเติม// หรือจะลดค่าใช้จ่ายปกติให้เหลือ 10000 ดี// ควรจะลดเพื่อเก็บเงินให้ได้ 4.8 ล้าน ใน 20 ปีหลังมั้ย // ผมรู้ว่าคุณตกใจกับตัวเลข 4.8 ล้าน แต่ถ้าเดือนละ 20000 รวม 20 ปี มันได้เท่านั้นแหล่ะ ลองคำนวณดู นี่แบบไม่รวมเงินเฟ้อด้วยนะ และทั้งหมดทั้งมวล ไม่ได้รวมค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายอื่นๆใดๆ


คนสัมภาษณ์: คุณทำงานอยู่อีกตั้ง 30 ปีกว่าจะเกษียน เงินเดือน กับตำแหน่งจะไม่ขึ้นเลยเหรอ
N: ผมพูดเรื่องตำแหน่งก่อนแล้วกัน สมมติว่าแผนกนึงมี 10 คน นั่นหมายความว่าคนนึงจะได้เป็นหัวหน้า และอีก 9 คนเป็นลูกน้องใช่ไหม// สมมติว่ามี 10 แผนก แล้วถ้าจะเลื่อนอีกเป็นผู้ช่วยผู้จัดการก็ต้องมีแค่ 1 คนอีกใช่ไหม // คราวนี้คุณลองไล่สายงานไปเรื่อยๆว่าไปจบตรงไหน แล้วคุณจะเป็น 1 ในนั้นหรือเปล่า ซึ่งผมว่าคุณไม่ควรประมาทเรื่องนี้นะส่วนเงินเดือนถ้าไม่นับเงินประจำตำแหน่ง ก็ปรับตามเงินเฟ้อ ถ้าดีหน่อยก็ปรับตามผลกำไรบริษัทใช่ไหมล่ะ แล้วคุณมั่นใจแค่ไหนว่าจะได้รับตลอด เจอช่วงโควิด เงินเดือนเหลือ 30% นี่ช็อคอยู่นะ

คนสัมภาษณ์: ชีวิตนี่ยากเนอะ
N: มันแค่ดูง่ายเฉยๆ แต่พอทำโดยรายละเอียดแล้วมันไม่เคยง่ายเลย

คนสัมภาษณ์: แต่เงินมีไว้ใช้นะ ถ้าไม่ซื้อความสุขตอนนี้ จะไปซื้อตอนไหนล่ะ
N: เอาแต่พอดีแล้วกัน ถ้าใช้ชีวิตหมด ละเงินไม่มีตอนแก่นี่จบไม่สวยนะ 

คนสัมภาษณ์: คุยกันเกี่ยวกับชีวิตสักหน่อย
N: ดีนะที่คุณทักมาเรื่องชีวิต เด่นๆช่วงนี้คงจะมีอยู่สักสองเรื่องที่สำคัญ
เรื่องแรก ผมอยากจะบอกว่า คุณประมาทกับชีวิตเกินไป เอาจริงๆมันก็ฮานะ มีหลายคนบอกผมว่า ใช้ชีวิตแบบผมมันลำบาก ควบคุมทั้งการกิน การออกกำลัง การนอน แถมต่อให้ใช้ชีวิตแบบที่ผมแนะนำ ก็ไม่ได้ช่วยให้ success ดูผมเป็นตัวอย่างก็ไม่เห็นจะชีวิตดีขึ้นเลย อย่าไปคิดเยอะ ถ้ามันจะป่วยยังไงมันก็ป่วย อะไรแนวๆนี้อะนะ
แต่ปัญหาก็คือว่า มันไม่ป่วยตอนนี้ แต่มันจะป่วยตอนไหนก็ไม่รู้น่ะสิ วันดีคืนดีหวยมาออกที่เราขึ้นมานี่ขำไม่ออกนะ เพื่อนผมหลายๆคนเริ่มป่วย อายุบวกลบกับผมอย่างมากก็สองปี คิดดูว่านี่เป็นปัญหาสุดๆเลยนะ ไขมันพอกตับมั่ง ไขมันอุดตันมั่ง ตับแข็งมั่ง เบาหวานมั่ง นู่นนี่ ผมก็ต้องบ่นกับคนในสโมสรให้คอนโทรลชีวิตแน่ๆ ผมยกตัวอย่างแค่เรื่องการออกกำลังก็แล้วกัน รายละเอียดอื่นๆการกิน การนอน อะไรก็ไปหาเพิ่มเติมกันเอาเองแล้วกัน
สมมติว่าถ้าหวยออกที่เราแล้วต้องป่วยขึ้นมา เอาจริงๆถ้าค่ายารวมกับค่ารักษาของโรคอยู่ที่เดือนละหมื่นห้า สมมติว่าเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 45 กะว่าตายซัก 80 ก็ต้องเป็นไปอีก 35 ปีใช่ไหมล่ะ สรุปว่า ตลอดทางไปจนถึงปลายทางนี่ต้องจ่ายไปทั้งหมดประมาณ 6.3 ล้านบาท นี่ยังไม่รวมเงินเฟ้อเลยนะ แล้วถ้ามีหนักๆต้องนอนโรงพยาบาลนานๆซักครั้งนี่ไม่ต้องพูดถึงเลย ถามจริง ทำไมต้องเอาเงินที่เก็บมาก็ยากลำบาก จ่ายคืนให้ระบบทุนนิยมไปหมดที่ปลายทางด้วย แล้วเทียบกับถ้า ยอมจ่ายเงินค่ารองเท้าวิ่ง 5000 บาท ใช้ได้สองปี สรุป 35 ปี ผมจ่ายไป 87500 บาท (ถ้าวิ่งถึงวันนั้นนะ) ต่างกัน 6.2 ล้านบาทที่ปลายทางเลยนะ นี่ยิ่งถ้าเป็นยุคโควิดเนี่ย ต้องออกกำลังในบ้าน เต้น T25 อะไรก็ทำไป ซื้อเสื่อโยคะ 700 บาท ต่อให้ใช้ปีละผืน รวมแล้วที่ปลายทาง จ่ายไปแค่ 24500 เอง ถามจริง? จะกินๆนอนๆ ใช้ชีวิตยังไงก็ได้ แต่ปลายทางยังไงไม่รู้อย่างงี้ก็ได้เหรอ
คนสัมภาษณ์: แต่ต่อให้ออกกำลังก็มีคนแข็งแรงตายอยุ่ดีไม่ใช่เหรอ
N: คุณไม่เข้าใจคณิตศาสตร์ของการมีโอกาสเป็น 90% กับ มีโอกาสเป็น 10% การออกกำลังหรือการดูแลอาหารการกินในชีวิตให้ดี มันก็ใช้ลดความเสี่ยงได้ เว้นแต่ว่า DNA ของคุณไม่ได้ปราณีชีวิตขนาดนั้น หรือไม่ก็ดวงดีสุดๆ แบบข้ามถนนชีวิตครั้งแรกก็โดนชนเลย โอกาสที่จะต้องป่วยมันก็ลดให้ต่ำได้อยู่ อย่างน้อยก็ในช่วงที่ยังไม่มีอะไรบอกว่า การออกกำลังทำให้ป่วยน่ะนะ
คนสัมภาษณ์: ถามจริง บ่นไปแบบนี้อะ ไม่ได้จ่ายค่ารักษาเรื่อยๆ แล้วรวยรึยัง
N: ตอนนี้ยัง แต่อนาคตไม่รู้ 5555