Category: Development Department

ว่าด้วยเรื่องการทำ AI

ว่าด้วยเรื่องการทำ AI

การทำ AI เราไม่จำเป็นต้องทำในคอมพิวเตอร์ก็ได้ เรามาสามารถใช้กระดาษเพียงแผ่นเดียวก็สามารถทำ AIได้

สิ่งสำคัญในการทำ AI นั้นคือ

Input -> Output

Output <- Input

ซึ่งการที่เราเก็บ Input กับ Output มานั้น สิ่งนั้นจะกลายเป็น Big data ที่จะเอามาทำ Machaine learning

ข้อดีของ AI ที่ผมคิดว่าช่วยมนุษย์ได้เยอะเลย คือเรื่อง Time

– มนุษย์เรามีเวลากับความจำที่ค่อนข้างจำกัด เราต้องให้มันมาช่วยเราเรียนรู้เพื่อประหยัด Time ของเรา

– ความจำของมนุษย์เรานั้นมีจำกัด เราเลยต้องมีการทำBig data

การทำ Machine Learning นั้นเราควรมี 2 ข้อหลัก

– ต้องมีกฎให้มันชัดเจน

– ต้องหาผลประโยชน์จากมันให้ได้ว่าจะทำไปทำไม

วิธีคิดของ Machine Learning นั้นจะเป็นรูปแบบ Neural Network  คือการคิดแบบ Two way ซึ่งมนุษย์เมื่อก่อน

ซึ่งจะแตกต่างกับตัว Decision Tree ที่มนุษย์คิดในปัจจุบัน ซึ่งจะคิดแบบหาวิธีที่ดีที่สุดเท่านั้น !!

การ Training Ai นั้น เราต้องเทรนให้มันเล่นเกมส์นั้นเป็น ไม่ใช่เล่นเกมส์นั้นเก่ง สอนให้มันเล่นตามกฎให้ได้ก็พอแล้ว

ซึ่งถ้ามันสามารถเดินได้เป็นตัวสุดท้ายของเกมส์ มันก็จะ Survival

ซึ่งอย่างที่ทุกคนรู้กันดีว่าเกมส์การเทรดนั้นเป็นเกมส์ระยะยาวที่ต้องรอด

ไม่ใช่เกมส์ที่แข่งกันด้วย Score

Stage of Game จะถูกแบ่งออกเป็น 3 Stage

– First Stage

– Complex Stage

– Final Stage

คณิตศาสตร์แรกที่นับมาใช้กับ AI นั้นเรา คือ เซต(Set)

ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าราคาสินค้าอยู่ที่ 1 บาท กว่ามันจะไป 10 มันต้องผ่านเลขอะไรบ้าง มีอะไรอยู่ในเซตของ 10 ได้บ้าง

ขั้นตอนในการทำ AI นั้นเราต้องกำหนด Dimension (พื้นที่) ให้มัน สร้างกฎให้มัน

แล้วให้มันไปวิ่งเล่นใน Dimensionเหล่านั้นเผื่อให้มันหา Big Data มาให้เรา

หลังจากนั้นถ้าเราได้ Data เราค่อยเอาข้อมูลมาทำ Data Simulation

เพื่อดูว่าถ้าเรา Input เข้าไปแล้ว จะเอา Output ออกมาแบบไหน

แล้วเราจะตอบโต้มันกลับแบบไหน ถ้าเรายังตอบโต้ไม่ได้แสดงว่าเรายังเก็บข้อมูลได้ไม่มากพอ

by Golf InfernoClub

ความเข้าใจ(3)

ต่อจากบทความครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้พูดถึงให้ละเอียดขึ้นเกี่ยวกับความโกรธหรือความเครียดที่เข้ามาควบคุมการทำงานของสมอง เมื่อสมองถูกควบคุมด้วยความโกรธจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกาย ทำไมคนที่ถูกควบคุมด้วยความโกรธจึงไม่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างเหมาะสม เมื่อเราโกรธเหมือนเรากำลังทำลายความสุขในชีวิตของเราเอง ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างหากเรากำลังโกรธ และการคิดบวกหรือการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกำลังโกรธเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้นเมื่อทราบไปแล้วว่าการพยายามคิดบวก หรือการหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราโกรธเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เราควรจะรับมือหรือจัดการความโกรธของเราอย่างไร?

แต่ก่อนอื่นผู้เขียนอยากจะขออธิบายเพิ่มของอานุภาพของความโกรธที่มีต่อสมองของเราต่อก่อนครับ หากเราตกอยู่ในสภาพความกดดัน ความโกรธหรือความเครียดเป็นเวลานาน(Chronic Stress) สิ่งที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็คือ สภาพการณ์เหล่านี้สามารถส่งผลต่อขนาดสมองของเราได้ โครงสร้างของสมองและกระบวนการทำงานของสมอง

วิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันสามารถอธิบายได้ว่าพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองเราได้ เช่น หากเราฝึกชู๊ตบาสการฝึกกล้ามเนื้อของเราจะแข็งแรงขึ้นทั้งกล้ามเนื้อแขน ข้อมือ ขา สะโพก เอว เท้า นิ้วมือ สายตา ฯลฯ นอกจากนี้เซลล์ประสาทของสมองของเราก็จะแข็งแรงขึ้นไปด้วย เพราะเซลล์ประสาทของเราจะปล่อยกระแสประสาทสร้างทางเดินประสาทแบบใหม่

ให้นึกถึงภาพที่แม่น้ำสายเล็ก ๆ แต่หากเราใช้ระบบประสาทชุดนั้นเซลล์ประสาทชุดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้น แม่น้ำก็จะกลายเป็นสายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ไหลเร็วขึ้นไหลแรงขึ้น ส่วนกลุ่มเซลล์ประสาทชุดไหนที่ไม่ได้ใช้เซลล์ประสาทกลุ่มนั้นก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลงตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการที่เราไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส การออกกำลังกาย 3 เดือนไม่ทำให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรงไปตลอดชีวิต แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราหยุดกล้ามเนื้อเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลงตามลำดับ

หากเราขาดสติ เมื่อเราถูกครอบงำด้วยความโกรธ กลัว ความเครียด ความวิตกกังวล ฯลฯ เมื่อนั้นฮอร์โมนความเครียดที่เกิดขึ้นจะไปลดจำนวนเซลล์ประสาทในสมองส่วนหน้าของเรา เมื่อเซลล์ประสาทที่มีถูกลดจำนวนลงก็ย่อมส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนหน้าเป็นปรกติ แต่ในทางกลับกันสมองส่วน Amygdala จะถูกกระตุ้นให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเกิดความเครียดขึ้นในครั้งหน้า จำนวนฮอร์โมนความเครียดก็จะถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น แล้วเซลล์ประสาทสมองส่วนหน้างจะค่อย ๆ ถูกกลืนกินมากขึ้นและหายไปในที่สุด เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น คนที่รู้จักที่อยู่ตรงหน้าเราเขาก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ตอนเขาใช้ชีวิตปรกติเขาอาจจะเป็นคนที่แสนดี แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาถูกครอบงำด้วยความโกรธหรือความเครียดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงได้

ทุกวันนี้เรากำลังรดน้ำต้นไม้แบบไหนในสวนของเรา? ต้นไม้แห่งความรัก หรือต้นไม้แห่งความโกรธแค้น? ไม่ว่าเราจะรดน้ำต้นไม้ต้นไหนก็ไม่มีสิ่งใดผิด แต่เราก็จะได้รับผลของผลไม้เหล่านั้นในสวนของเราเอง

ดังที่ผมกล่าวไปแล้วว่าการใช้เหตุผลไม่สามารถจะดับไฟแห่งความโกรธ ความเครียด และอารมรณ์ที่เกิดจากสัญชาติญาณการเอาตัวรอดได้ ฯลฯ วิธีการรับมือกับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดเหล่านั้นที่มีประสิทธิภาพขึ้น การตัดไฟที่ต้นลม

ฮอร์โมนความเครียดจะถูกปลดปล่อยออกมาก็ต่อเมื่อร่างกายของเราถูกคุกคามและร่างกายเราประมวลผลว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นอันตราย เมื่อนั้นร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ตอบสนอง 3 แบบคือ การหนี การสู้และการนิ่งเฉย (flight, fight and freeze respond) ดังนั้นวิธีการที่เราควรจะทำก็คือ การเข้าไปแทรกแซกระบบการทำงานของร่างกายโดยการหายใจ-หายใจออกให้ลึกที่สุด เพื่อให้ปอดเราทำงานช้าลงและหัวใจของเราทำงานได้ช้าลง

เมื่อปอดและหัวใจของเราทำงานช้าลงแล้ว ระบบประสาทแบบ parasympathetic nervous system ก็จะทำงานแทนประบบประสาท sympathetic nervous system ซึ่งเป็นระบบที่จะทำงานตอนที่ร่างกายของเรากำลังเครียดหรือรับรู้ว่ามีสิ่งที่อันตรายเกิดขึ้น การมาโฟกัสที่ลมหายใจของตัวเองไม่เพียงแต่จะลดความถี่การทำงานของปอดและหัวใจของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสารเคมีในสมองของเราอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นอีกเช่น การฝึกสติ การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย การฝึกลมหายใจ การฝึกซ้อมในสถานการณ์ เช่น การซ้อมดับไฟของของนักผจญเพลิง ฯลฯ ที่จะช่วยให้เรามีความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ความโกรธหรือความเครียดของเราได้ดียิ่งขึ้น

ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายครับ เป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำหากเราสามารถที่จะเข้าใจจุดประสงค์การมีอยู่ของมันได้

ผมอยากให้เพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงจุดนี้ ลองนั่งนิ่ง ๆ ซักพัก สำรวจร่างกายของตัวเองว่ามีส่วนไหนที่เกร็งอยู่บ้าง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเหล่านั้น ไล่ตั้งแต่หัวถึงเท้า ค่อย ๆ ไล่ลงไปอย่างช้า ๆ หากเสร็จแล้วค่อย ๆ กลับมาโฟกัสที่ลดหายใจครับ หายใจเข้าและออกให้ลึกที่สุดแบบช้า ๆ เป็นจำนวนสามลมหายใจครับ(หายใจเข้าและหายใจออกนับ 1 ลมหายใจครับ) หลังจากนั้นโฟกัสที่ลมหายใจของตัวเองแบบไม่ต้องความคุมครับ ดูที่ความถี่ อุณหภูมิ ความเร็ว ฯลฯ ซัก 3 นาที

ตอนนี้เพื่อน ๆ รู้สึกอย่างไรบ้างครับ ผมหวังว่าอย่างน้อยเพื่อน ๆ จะมีประสบการณ์ความผ่อนคลายมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

การเดินออกมาจากสถานการณ์หรือการเดินออกมาจากสถานที่ที่เรากำลังเผชิญปัญหาแห่งนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีครับ อย่างน้อยการกระทำนี้ช่วยให้เรามีสติมากขึ้น อารมณ์เย็นมากขึ้น สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลได้มากขึ้น แต่ต้องแยกให้ออกนะครับระหว่างการถอยมาทั้งหลักหรือการหนีปัญหา

อวยพรให้ทุกคนฝึกฝนและเติบโตในทางที่ตนเองตั้งใจนะครับ รัก
สาระ : ความเครียดส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน – เพราะความเครียดทำให้ต่อมไทรอย์ทำงานได้น้อยลง, จำนวนของเซลล์เพชรฆาตลดลง, การตอบสนองต่อไวรัสและแบคทีเรียจะด้อยประสิทธิภาพลง, มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น

ระบบย่อยอาหารทำงานประสิทธิภาพลดลง-การหมุนเวียนของเลือดลดลง, ระบบเผาผลาญประสิทธิภาพลดลด, ปากแห้งน้ำลายแห้ง

การมองเห็น-ความดันในลูกตามีมากขึ้น, การมองเห็นมีประสิทธิภาพลดลง
สมอง-มีโอกาสเป็นไมเกรนมากขึ้น, ปวดหัวมากขึ้น
กระดูก : ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง

By Tu’Tale Inferno Club

ความเข้าใจ(2)

ต่อเนื่องจากบทความครั้งที่แล้วผู้เขียนได้พูดถึงว่าความเครียดได้ส่งผลอย่างไรต่อสมองไปแล้วบ้าง คือ ฮอร์โมนความเครียดที่เกิดขึ้นทำให้เซลล์ประสาทในสมองรับแคลเซียมมากเกินไป เมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น กระบวนการดังกล่าวยังส่งผลไปถึงการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งสมองส่วนดังกล่าวทำหน้าที่เกี่ยวกับการรู้การคิด การตัดสินใจ การใช้เหตุผล ฉะนั้นเองเมื่อเราถูกครอบงำด้วยอารมณ์ที่รุนแรงภายใต้ภาวะที่กดดันจะทำให้เราไม่สามารถทำการตัดสินใจได้ดี การทำกิจกรรมอย่างอื่นภายใต้ภาวะความเครียดก็เช่นกัน ดังนั้นจึงเดาได้ไม่ยากเลยว่าการโอเวอร์เทรดของมือให้โดยไม่มีแผนรองรับในระยะเวลาที่ยาวผลสุดท้ายมีแนวโน้มจะจบลงอย่างไร เพราะเป็นการเลือกหนทางที่กดดันตนเองให้เกิดความเครียดในระยะยาวโดยที่ไม่รู้ตัว

เมื่อสมองส่วนที่ใช้ประมวลผลไม่สามารถจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ดังนั้นการทำงานภายใต้ภาวะที่กดดันหรือเกิดความเครียดสูงจึงไม่ใช่ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ หากเราต้องการให้คนในทีมหรือลูกน้องทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การกดดันให้อยู่ภายใต้ความเครียดที่เหมาะสมบางครั้งเป็นทางเลือกที่ดี เพราะความเครียดในปริมาณที่เหมาะสมจะทำให้บุคคลเกิดการตื่นตัว ทุกสิ่งบนโลกนี้หากใช้ด้วยความเข้าใจและใช้อย่างเหมาะสมมีประโยชน์เสมอ แต่เมื่อไรก็ตามที่ความเครียดที่เกิดขึ้นบีบคั้นในปริมาณที่มากเกินไป ระบบความคิดที่สมเหตุสมผลจะปิดระบบตัวเองลง

เมื่อระบบเหตุและผลปิดตัวลงพฤติกรรมที่คาดไม่ถึงก็จะตามมา บุคคลที่ถูกบีบคั้นกดดันด้วยความเครียดปริมาณมากและเป็นเวลานานจะไม่สามารถมองโลกในแบบที่สอดคล้องกับความเป็นจริงได้ เราจึงไม่สามารถนำบรรทัดฐานของคนปรกติไปเปรียบเทียบกับบุคคลเหล่านั้นได้ ถึงแม้เราจะมองว่าเขาเป็นผู้ร้ายในเหตุการณ์นี้แต่ในอีกมุมหนึ่งเขาก็เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์บางอย่างอีกเช่นกัน

เมื่อสมองทำงานแบบไม่มีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นก็จะไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ความเครียดที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดมุมมองที่บิดเบี้ยว อุปมาเปรียบเหมือนกับเราใส่แว่นตาสีแดงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าโลกภายนอกจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เราก็จะมองสิ่งเหล่านั้นและรับรู้ว่าสิ่งนั้นเป็นสีแดงถึงแม้ว่าความจริงจะไม่ใกล้เคียงเลยก็ตาม เราก็จะไม่รู้ตัวว่าเรากำลังเรียนรู้วิธีการตอบสนองต่อโลกด้วยวิธีที่บางครั้งอาจจะไม่มีประสิทธิภาพและบิดเบี้ยวจากความเป็นจริง

*ความคิดเห็นของผู้เขียน มองว่า หากเราต้องการสร้างบุคคลที่สมบูรณ์ขึ้นมามากกว่าการสร้างมนุษย์ที่มุ่งแต่การเอาตัวรอด มนุษย์ที่มีความเป็นคน มองโลกแบบสอดคล้องกับความเป็นจริง มีความสามารถในการเรียนรู้และเติบโต เราควรจะสร้างบุคคลเหล่านั้นขึ้นมาจากพื้นฐานของ ความรัก ความเห็นอกเห็นใน ความหวัง ความเมตตา การให้อภัย ความเชื่อมัน ฯลฯ หรืออารมณ์ด้านบวกมากกว่าอารมณ์ด้านลบ

สาระ : ฮอร์โมนความสุขของเราไม่เป็นมิตรกับฮอร์โมนความเครียด เมื่อมีความเครียดเกิดขึ้นส่งผลให้ฮอร์โมนความสุขของเราลดลง(Serotonin)อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นคนที่ใช้ชีวิตภายใต้ความเครียดหรือความกดดันเป็นเวลานานจึงมักจะไม่มีความสุขกับการดำเนินชีวิต ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ภายใต้เหตุการณ์ดังกล่าว เพราะสมองของเขาถูกป้อนโปรแกรมให้คุ้นชินกับความเครียดและเกลียดความสุข

ระบบหลอดเลือดและหัวใจ : หัวใจจะสูบฉีดและเต้นแรงขึ้น ความดันเลือดพุ่งสูงขึ้น ความตึงของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นและระดับไขมันในเลือดก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ระบบเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อให้มนุษย์สามารถตอบสนองต่อสิ่งที่คาดคาดฝันได้ เช่น การวิ่งหนีไดโนเสาร์ มีแรงยกตู้เย็นออกจากบ้านเมื่อไฟไหม้ แต่อย่างไรก็ตามหากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นติดต่อกันเป็นเวลานานจะส่งผลให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งนำไปสู่การหัวใจวายหรือหลอดเลือดในสมองตีบ อุดตัน หรือแตก

ข้อควรจำ : การพยายามคิดบวก การใช้เหตุผล หรือทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราโกรธหรือกดดันเป็นแนวทางที่ไม่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากสภาพสมองในส่วนของการคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ หรือบางครั้งหากถูกครอบงำด้วยอารมณ์อย่างรุนแรงสมองส่วนนั้นก็จะหยุดทำงานไป ดังนั้นเมื่อพบว่าตนเองกำลังเผชิญหน้ากับความโกรธของตนเองหรือผู้อื่น การพยายามให้บุคคลนั้นเข้าใจเหตุการณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น “มีเหตุผลหน่อยสิเธอ” “คิดสิว่าทำแบบนี้แล้วจะเป็นยังไง?” “เรียนมาตั้งสูงทำไมแค่นี้คิดไม่ได้” การท้าทายก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ “แน่จริงก็ทำสิ แน่จริงก็ยิงสิ แน่จริงก็กระโดดลงมาสิ” ดังนั้นการตัดสินใจที่สำคัญในชีวิตไม่ควรทำเมื่อถูกครอบงำด้วยภาวะอารมณ์ที่รุนแรง เพราะในเวลานั้นเราก็ไม่ใช่เรา และคนที่อยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่คนที่เขาเป็นจริง ๆ

ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตด้วยความรักและความเข้าใจเพื่อความสุขของท่านและบุคคลรอบตัวท่าน

ด้วยความรัก

By Tu’Tale Inferno Club