ความเข้าใจ(3)

ต่อจากบทความครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้พูดถึงให้ละเอียดขึ้นเกี่ยวกับความโกรธหรือความเครียดที่เข้ามาควบคุมการทำงานของสมอง เมื่อสมองถูกควบคุมด้วยความโกรธจะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกาย ทำไมคนที่ถูกควบคุมด้วยความโกรธจึงไม่สามารถใช้เหตุผลได้อย่างเหมาะสม เมื่อเราโกรธเหมือนเรากำลังทำลายความสุขในชีวิตของเราเอง ร่างกายของเราจะมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างหากเรากำลังโกรธ และการคิดบวกหรือการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อกำลังโกรธเป็นวิธีที่ไม่มีประสิทธิภาพ

ดังนั้นเมื่อทราบไปแล้วว่าการพยายามคิดบวก หรือการหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราโกรธเป็นวิธีการที่ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว เราควรจะรับมือหรือจัดการความโกรธของเราอย่างไร?

แต่ก่อนอื่นผู้เขียนอยากจะขออธิบายเพิ่มของอานุภาพของความโกรธที่มีต่อสมองของเราต่อก่อนครับ หากเราตกอยู่ในสภาพความกดดัน ความโกรธหรือความเครียดเป็นเวลานาน(Chronic Stress) สิ่งที่เราอาจจะคาดไม่ถึงก็คือ สภาพการณ์เหล่านี้สามารถส่งผลต่อขนาดสมองของเราได้ โครงสร้างของสมองและกระบวนการทำงานของสมอง

วิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันสามารถอธิบายได้ว่าพฤติกรรมบางอย่างที่เราทำนั้นจะสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองเราได้ เช่น หากเราฝึกชู๊ตบาสการฝึกกล้ามเนื้อของเราจะแข็งแรงขึ้นทั้งกล้ามเนื้อแขน ข้อมือ ขา สะโพก เอว เท้า นิ้วมือ สายตา ฯลฯ นอกจากนี้เซลล์ประสาทของสมองของเราก็จะแข็งแรงขึ้นไปด้วย เพราะเซลล์ประสาทของเราจะปล่อยกระแสประสาทสร้างทางเดินประสาทแบบใหม่

ให้นึกถึงภาพที่แม่น้ำสายเล็ก ๆ แต่หากเราใช้ระบบประสาทชุดนั้นเซลล์ประสาทชุดนั้นก็จะแข็งแรงขึ้น แม่น้ำก็จะกลายเป็นสายที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ไหลเร็วขึ้นไหลแรงขึ้น ส่วนกลุ่มเซลล์ประสาทชุดไหนที่ไม่ได้ใช้เซลล์ประสาทกลุ่มนั้นก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลงตามธรรมชาติ เช่นเดียวกับการที่เราไม่ได้ไปออกกำลังกายที่ฟิตเนส การออกกำลังกาย 3 เดือนไม่ทำให้กล้ามเนื้อของเราแข็งแรงไปตลอดชีวิต แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่เราหยุดกล้ามเนื้อเหล่านั้นก็จะค่อย ๆ อ่อนแอลงตามลำดับ

หากเราขาดสติ เมื่อเราถูกครอบงำด้วยความโกรธ กลัว ความเครียด ความวิตกกังวล ฯลฯ เมื่อนั้นฮอร์โมนความเครียดที่เกิดขึ้นจะไปลดจำนวนเซลล์ประสาทในสมองส่วนหน้าของเรา เมื่อเซลล์ประสาทที่มีถูกลดจำนวนลงก็ย่อมส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนหน้าเป็นปรกติ แต่ในทางกลับกันสมองส่วน Amygdala จะถูกกระตุ้นให้ใหญ่ขึ้น เมื่อเกิดความเครียดขึ้นในครั้งหน้า จำนวนฮอร์โมนความเครียดก็จะถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น แล้วเซลล์ประสาทสมองส่วนหน้างจะค่อย ๆ ถูกกลืนกินมากขึ้นและหายไปในที่สุด เมื่อเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น คนที่รู้จักที่อยู่ตรงหน้าเราเขาก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ตอนเขาใช้ชีวิตปรกติเขาอาจจะเป็นคนที่แสนดี แต่เมื่อไรก็ตามที่เขาถูกครอบงำด้วยความโกรธหรือความเครียดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่เราคาดไม่ถึงได้

ทุกวันนี้เรากำลังรดน้ำต้นไม้แบบไหนในสวนของเรา? ต้นไม้แห่งความรัก หรือต้นไม้แห่งความโกรธแค้น? ไม่ว่าเราจะรดน้ำต้นไม้ต้นไหนก็ไม่มีสิ่งใดผิด แต่เราก็จะได้รับผลของผลไม้เหล่านั้นในสวนของเราเอง

ดังที่ผมกล่าวไปแล้วว่าการใช้เหตุผลไม่สามารถจะดับไฟแห่งความโกรธ ความเครียด และอารมรณ์ที่เกิดจากสัญชาติญาณการเอาตัวรอดได้ ฯลฯ วิธีการรับมือกับเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดความเครียดเหล่านั้นที่มีประสิทธิภาพขึ้น การตัดไฟที่ต้นลม

ฮอร์โมนความเครียดจะถูกปลดปล่อยออกมาก็ต่อเมื่อร่างกายของเราถูกคุกคามและร่างกายเราประมวลผลว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้านั้นอันตราย เมื่อนั้นร่างกายจะถูกกระตุ้นให้ตอบสนอง 3 แบบคือ การหนี การสู้และการนิ่งเฉย (flight, fight and freeze respond) ดังนั้นวิธีการที่เราควรจะทำก็คือ การเข้าไปแทรกแซกระบบการทำงานของร่างกายโดยการหายใจ-หายใจออกให้ลึกที่สุด เพื่อให้ปอดเราทำงานช้าลงและหัวใจของเราทำงานได้ช้าลง

เมื่อปอดและหัวใจของเราทำงานช้าลงแล้ว ระบบประสาทแบบ parasympathetic nervous system ก็จะทำงานแทนประบบประสาท sympathetic nervous system ซึ่งเป็นระบบที่จะทำงานตอนที่ร่างกายของเรากำลังเครียดหรือรับรู้ว่ามีสิ่งที่อันตรายเกิดขึ้น การมาโฟกัสที่ลมหายใจของตัวเองไม่เพียงแต่จะลดความถี่การทำงานของปอดและหัวใจของเราเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการทำงานของสารเคมีในสมองของเราอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่นอีกเช่น การฝึกสติ การฝึกสมาธิ การออกกำลังกาย การฝึกลมหายใจ การฝึกซ้อมในสถานการณ์ เช่น การซ้อมดับไฟของของนักผจญเพลิง ฯลฯ ที่จะช่วยให้เรามีความสามารถในการรับมือกับอารมณ์ความโกรธหรือความเครียดของเราได้ดียิ่งขึ้น

ความเครียดไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายครับ เป็นสิ่งที่ดีเสียด้วยซ้ำหากเราสามารถที่จะเข้าใจจุดประสงค์การมีอยู่ของมันได้

ผมอยากให้เพื่อน ๆ ที่อ่านมาถึงจุดนี้ ลองนั่งนิ่ง ๆ ซักพัก สำรวจร่างกายของตัวเองว่ามีส่วนไหนที่เกร็งอยู่บ้าง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อเหล่านั้น ไล่ตั้งแต่หัวถึงเท้า ค่อย ๆ ไล่ลงไปอย่างช้า ๆ หากเสร็จแล้วค่อย ๆ กลับมาโฟกัสที่ลดหายใจครับ หายใจเข้าและออกให้ลึกที่สุดแบบช้า ๆ เป็นจำนวนสามลมหายใจครับ(หายใจเข้าและหายใจออกนับ 1 ลมหายใจครับ) หลังจากนั้นโฟกัสที่ลมหายใจของตัวเองแบบไม่ต้องความคุมครับ ดูที่ความถี่ อุณหภูมิ ความเร็ว ฯลฯ ซัก 3 นาที

ตอนนี้เพื่อน ๆ รู้สึกอย่างไรบ้างครับ ผมหวังว่าอย่างน้อยเพื่อน ๆ จะมีประสบการณ์ความผ่อนคลายมากขึ้นไม่มากก็น้อยนะครับ

การเดินออกมาจากสถานการณ์หรือการเดินออกมาจากสถานที่ที่เรากำลังเผชิญปัญหาแห่งนั้นก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีครับ อย่างน้อยการกระทำนี้ช่วยให้เรามีสติมากขึ้น อารมณ์เย็นมากขึ้น สามารถคิดเป็นเหตุเป็นผลได้มากขึ้น แต่ต้องแยกให้ออกนะครับระหว่างการถอยมาทั้งหลักหรือการหนีปัญหา

อวยพรให้ทุกคนฝึกฝนและเติบโตในทางที่ตนเองตั้งใจนะครับ รัก
สาระ : ความเครียดส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน – เพราะความเครียดทำให้ต่อมไทรอย์ทำงานได้น้อยลง, จำนวนของเซลล์เพชรฆาตลดลง, การตอบสนองต่อไวรัสและแบคทีเรียจะด้อยประสิทธิภาพลง, มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น

ระบบย่อยอาหารทำงานประสิทธิภาพลดลง-การหมุนเวียนของเลือดลดลง, ระบบเผาผลาญประสิทธิภาพลดลด, ปากแห้งน้ำลายแห้ง

การมองเห็น-ความดันในลูกตามีมากขึ้น, การมองเห็นมีประสิทธิภาพลดลง
สมอง-มีโอกาสเป็นไมเกรนมากขึ้น, ปวดหัวมากขึ้น
กระดูก : ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลง

By Tu’Tale Inferno Club

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *